เปลี่ยนชีวิต ด้วยจิตอาสา

 

         จากพ่อบ้านที่ชอบสำมะเลเทเมา จนภรรยาเอ่ยปากขอหย่า แต่ด้วยเหตุปัจจัยอันไม่คาดฝัน ทำให้ คุณชาญเดช สหสัจจญาณ ได้มีโอกาสเข้ามานั่งฟังเรื่องราว ชีวิตจิตอาสาจากชาวฉือจี้ก่อนจะตัดสินใจไปร่วมเยี่ยมเยียนดูแลครอบครัวผู้ยากไร้ จนได้เข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต เมื่อนั้นจึงเปิดใจ ยื่นมือออกไปช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความรัก อีกทั้งหวนมองกลับมาที่ครอบครัวของตนเอง จนกล้าเอ่ยปากพูดคำว่า “รัก” กับภรรยาและลูก เมื่อนั้นชีวิตของเขาจึงแตกต่างออกไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

 

ฟ้าไม่สาง บ้านไม่กลับ

“ถ้าฟ้ายังไม่สาง ผมไม่มีทางยอมกลับบ้าน” คุณชาญเดช  สหสัจจญาณ บอกเล่าเรื่องราวความสำมะเลเทเมาของตนเอง ก่อนจะเข้ามาเป็นจิตอาสาฉือจี้ เมื่อหวนคิดถึงชีวิตในคืนวันเก่าๆ เขาก็อดเล่าด้วยความขบขันไม่ได้ว่า “ผมเคยเมามากจนกระทั่ง เพื่อนพาไปปล่อยทิ้งไว้ให้นอนอยู่ข้างป่าช้า ตอนที่รู้สึกตัวก็ใกล้รุ่งสางเต็มที ตอนนั้นผมยังคิดในใจอยู่เลยว่า เพื่อนเป็นคนดีจัง พาผมนอนในที่ซึ่งเงียบสงบดี”

เดิมทีเขาคิดว่า เมื่อเหน็ดเหนื่อยจากงาน การพักผ่อนหาความสำราญส่วนตัว ถือเป็นเรื่องปกติของผู้ชาย ทำให้ภาระในการดูแลครอบครัวตกอยู่ที่ คุณอารี สหสัจจญาณ ผู้เป็นภรรยาแต่เพียงลำพัง ด้านหนึ่งต้องเหน็ดเหนื่อยกับงานในร้านเสริมสวยของตน อีกด้านหนึ่งก็ต้องดูแลทุกอย่างเกี่ยวกับลูกๆ แต่เพียงผู้เดียว จนกระทั่งทำให้เธอเกิดความรู้สึกว่า หากไม่มีสามี ก็ไม่น่าจะกระทบอะไรกับชีวิตความเป็นอยู่ของตน

“เขาจะเมาทุกเสาร์เลย ไม่เคยที่จะยอมอยู่บ้าน วันหนึ่งเมื่อเขากลับมา เราเลยบอกเขาว่าเลิกกันเถอะ จะทนอยู่กันไปทำไม มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย เราเองก็ไม่มีความสุข เขากลับมาก็เมา มีเรื่องจะปรึกษากันหน่อยก็ไม่เคยได้คุย เพื่อนมารับปุ๊บก็ออกไปปั๊บ จิตใจก็เบื่อหน่าย ร่างกายก็ทำงานเหน็ดเหนื่อย” คุณอารี เล่าถึงสาเหตุของการขอหย่าในครั้งนั้น หลังจากได้ยินความในใจของผู้เป็นภรรยา แม้จะรู้สึกหวาดหวั่น ทว่าคุณชาญเดชก็ได้แต่แกล้งทำเป็นเฉยเมย ราวกับการขอหย่าครั้งนั้นไม่เคยเกิดขึ้น บรรยากาศภายในครอบครัว นับวันก็ยิ่งเต็มไปด้วนความเย็นชา

 

วาสนานำพา มารู้จักฉือจี้

ปลายปี พ.ศ.2551 คุณชาญเดช ซึ่งเป็นพนักงานขับรถ โรงพยาบาลโพธาราม จังหวัดราชบุรี ได้รับหน้าที่ขับรถรับส่ง นายแพทย์สมบูรณ์ นันทานิช รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลโพธารามในขณะนั้น และบุคลากรของโรงพยาบาลจำนวนหนึ่ง เดินทางไปเข้าร่วม “ค่ายอบรมอาสาสมัครฉือจี้ในประเทศไทย” ณ จังหวัดเชียงราย เนื่องจากไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่มีเพื่อนฝูงอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง เขาจึงตัดสินใจลองนั่งฟังวิทยากรบรรยายถึงเรื่องราวฉือจี้และการทำงานจิตอาสา

“เมื่อไปถึงเชียงรายแล้ว ผมก็ไม่รู้จะไปที่ไหน เลยเข้าไปร่วมรับฟังการอบรม ฟังแล้วก็รู้สึกชอบ เลยลองเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาเรื่อยมา เมื่อเข้ามาแล้วจึงทำให้เรารู้สึกว่า  มีสิ่งต่างๆ ในตัวเราที่ได้เปลี่ยนแปลงไปครับ” คุณชาญเดช บอกเล่าถึงความเป็นมาที่ทำให้ตนเองตัดสินใจเข้าร่วมเป็นจิตอาสาฉือจี้

เรื่องราวที่วิทยากรบอกเล่าในวันนั้น การช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากของจิตอาสาฉือจี้ ไม่เพียงต้องให้โดยไม่หวังผลตอบแทน แต่ยังต้องให้ด้วยความเคารพ และขอบคุณผู้ทุกข์ยากที่ใช้ชีวิตสอนชีวิต ทำให้เราได้เห็นความทุกข์ เพื่อเข้าใจในความสุขที่เรากำลังครอบครอง อีกทั้งขอบคุณที่พวกเขายอมรับความช่วยเหลือจากเรา ทำให้เรามีโอกาสได้ทำความดี สร้างบุญกุศล

ตลอดปี พ.ศ.2552 ทุกเดือนคุณชาญเดชยังรับหน้าที่รับส่งผู้เข้าอบรม จากอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เดินทางมายังสำนักงานมูลนิธิพุทธฉือจี้ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมการอบรมกรรมการและสัตยบุรุษฉือจี้ ต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 2 ปี ทุกครั้งเขาก็ไม่ลืมที่จะถนอมโอกาสในการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดียิ่งขึ้น  คุณชาญเดชเล่าว่า “ผมตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่ เลิกเหล้า เลิกไปทีละอย่าง จนทุกวันนี้ เป็นระยะเวลาสิบปีแล้ว ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ ไม่ได้ดื่มเหล้า ทำให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมากขึ้นครับ” หลังการอบรมต่อเนื่องนาน 2 ปี ในที่สุด เขาก็ผ่านการรับรองเป็น “สัตยบุรุษฉือจี้” อย่างเป็นทางการ

 

ถนอมความรัก อย่างทันการณ์

“จากเมื่อก่อนผมเป็นคนที่ใจร้อน วู่วาม เอาแต่ใจตัวเอง ก็กลับมามีสติ มีปัญญา ในการที่จะคิดริเริ่ม ว่าทำอย่างไรครอบครัวของเราถึงจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข” คุณชาญเดชพบคำตอบในฉือจี้ เรียนรู้วิธีเอาใจเขามาใส่ใจเรา พร้อมทั้งก้าวไปยังทิศทางที่ถูกต้อง ครั้นแล้วจึงได้รับรางวัลชนะเลิศคนดีศรีสาธารณสุข จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดราชบุรี ประจำปี พ.ศ.2554 และรางวัลคนดีศรีสาธารณสุข จากสำนักตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขต 4 ประจำปี 2554

“เมื่อเขาเข้าไปในฉือจี้แล้ว เขาถึงจะกล้าพูดว่า รักลูกรักเมีย แต่ก่อนเขาไม่กล้าพูดหรอก ไม่กล้าแสดงออก เขาก็เฉยๆ แถมยังย้อนถามอีกว่า จะพูดไปทำไม พูดแล้วมีประโยชน์อะไร” ผู้เป็นภรรยาบอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงอีกประการหนึ่งของสามี เดิมทีตนเองต้องดูแลสอนสั่งลูกๆ แต่เพียงลำพัง ตอนนี้ก็มีสามีเข้ามาช่วยเหลือแบ่งเบาด้วยความยินดี เพราะเขาเข้าใจแล้วว่า การอบรมสอนสั่งลูกๆ นั้น วิธีการพูดและการทำให้เห็นเป็นแบบอย่างของพ่อแม่ ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น

“เราได้ใช้ชีวิตของการเป็นจิตอาสาฉือจี้มาเป็นตัวชี้นำ ทำให้ชีวิตของเราดำเนินไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้นครับ” คุณชาญเดชกล่าวด้วยความขอบคุณ

ชีวิตหลังเกษียณของคุณชาญเดชในวันนี้ ยิ่งทุ่มเทกับการทำงานจิตอาสา ไม่ว่าจะเป็นการกุศลดูแลครอบครัวผู้ยากไร้ หรือการเป็นจิตอาสาในโรงพยาบาล เป็นต้น คุณอารี ผู้เป็นคู่ชีวิตเอง ก็ถนอมโอกาสในการทำความดี เสียสละเพื่อผู้อื่น ร่วมกับชาวฉือจี้ สองสามีภรรยาต่างก้าวไปบนเส้นทาง “จิตอาสา” ด้วยความสุขใจ

 

ภาพ  :  พิพัฒน์ ทิพย์ธวัชวงศา, จรรยพร เข้มแข็ง        เรื่อง : คุณบุษรา สมบัติ