ชักชวนลดละเลิกกินเนื้อสัตว์ ไม่ท้อแม้โดนปฏิเสธ

 

20200621 cover-2

วันไหนที่ตกลงกันว่า ฉันจะทำอาหารมังสวิรัติ ทำไมเขาต้องงานยุ่งเป็นพิเศษ จนกลับมากินข้าวเย็นที่บ้านไม่ได้ ฉันเลยเปลี่ยนใหม่ คราวนี้ฉันอยากทำมังสวิรัติวันไหนฉันก็ทำ เมื่อกลับมาถึงบ้าน ไม่ว่าเห็นเมนูอะไรก็ต้องกินพร้อมกันค่ะ” จิตอาสาฉือจี้ คุณจีน่า อู๋ บอกเล่าถึงการชักชวนคนในครอบครัว ให้หันมาร่วมกินมังสวิรัติด้วยรอยยิ้มอันสดใส

 


 

ถนอมบุญสัมพันธ์ เป็นจิตอาสาร่วมเสียสละ

“ฉันรู้จักฉือจี้ตั้งแต่ปี 2532 เพราะเพื่อนบ้านที่ไทเปเป็นชาวฉือจี้ แต่ตอนนั้นฉันเป็นแค่สมาชิกผู้บริจาคต่อเนื่องทุกเดือน เขาให้หนังสืออะไรเกี่ยวกับฉือจี้มา ก็จะเอามากองไว้บนโต๊ะที่บ้าน ไม่มีเวลาเปิดอ่านเลยค่ะ” คุณจีน่าบอกเล่าถึงบุญสัมพันธ์ของตนกับฉือจี้ หลังจากนั้นเมื่อย้ายมาทำงานที่ประเทศไทยในปี 2540 ขณะที่อ่านหนังสือพิมพ์ภาษาจีนอยู่ ก็พบว่าฉือจี้ประเทศไทยกำลังระดมธารน้ำใจเพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่จังหวัดศรีสะเกษ จึงพยายามติดต่อสอบถามจนทราบที่ตั้งสำนักงานฉือจี้ และเดินทางมาช่วยบรรจุสิ่งของเพื่อนำไปมอบบรรเทาภัย


“ตอนนั้นฉันยังพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ ขับรถก็ไม่เป็น แต่ก็เสาะหาที่ตั้งสำนักงานฉือจี้จนพบ แล้วก็มาร่วมเป็นจิตอาสา จำได้ว่างานแรกที่ฉันทำ คือ แบ่งผงซักฟอกออกจากถังใหญ่ๆ บรรจุลงในถุงเล็กๆ ค่ะ” คุณจีน่าย้อนถึงความประทับใจเมื่อวันวาน ภาพของจิตอาสาฉือจี้อาวุโสที่อายุมากกว่าตนเองถึง 20-30 ปี แต่กลับก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยความกระตือรือร้น แต่เพราะไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำงานที่ใช้แรงกาย ทำให้คืนวันนั้นคุณจีน่านอนหลับสลบไสลไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย วันรุ่งขึ้นก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นในเวลา 11.00 น. “ฉันรับสายแบบสลึมสะลือ ถึงได้รู้ว่าจิตอาสาฉือจี้โทรฯ มาหา เพราะฉันรับปากไปว่า วันนี้จะเข้าไปช่วยอีก ซึ่งตอนนั้นฉันก็รู้สึกผิดมาก เพราะตัวเองเพิ่งจะอายุ 30 กว่าๆ ทำงานไม่เท่าไรก็เหนื่อยจนแทบจะลุกไม่ขึ้น แต่คนอื่นๆ ที่อายุมากกว่ากลับแทบไม่แสดงอาการเหนื่อยอะไรออกมาเลย” หลังจากนั้น เมื่อมีโอกาสคุณจีน่าก็มักจะมาร่วมเป็นจิตอาสากับชาวฉือจี้อย่างสม่ำเสมอ


“เหตุการณ์ที่ติดตาฉันมาจนถึงทุกวันนี้คือ การไปดูแลผู้สูงอายุที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เพราะภาพที่เห็นมันสะเทือนใจ โดยเฉพาะเมื่อเห็นแมวเข้ามากินอาหารจานเดียวกับคุณยายที่นอนอยู่บนเตียง” คุณจีน่าเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า ตนเองร้องไห้ตั้งแต่เดินเข้าไปจนกลับออกมา การเห็นความทุกข์ของผู้อื่นในวันนั้น ทำให้คุณจีน่าเข้าใจถึงความสุขของตนเองมากยิ่งขึ้น จึงร่วมทำงานเสียสละกับจิตอาสาฉือจี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมเยียนครอบครัวที่ฉือจี้ดูแลต่อเนื่อง การบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงอาศัยช่วงเวลาปิดเทอมของลูกๆ เดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมดูแลอดีตทหารสูงอายุบนยอดดอยสูง เป็นต้น พวกเขาเหล่านั้นต่างก็พลัดพรากบ้านเกิดเมืองนอนมาเหมือนกัน แต่คุณจีน่ารู้สึกว่าตนเองโชคดีกว่ามาก เพราะมาในสถานะนักธุรกิจที่เข้ามาทำงาน แม้จะไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แต่ก็มีรายได้มากพอที่จะจุนเจือครอบครัวได้อย่างไม่ลำบาก

 

02

 

ชวนครอบครัวกินมังสวิรัติ

จากสถานการณ์โรคซาร์สระบาดเมื่อปี 2546 ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเอี๋ยนเรียกร้องให้ผู้คนลดละเลิกการกินเนื้อสัตว์ คุณจีน่าเองก็งดกินเนื้อสัตว์เป็นระยะเวลา 3 เดือน แต่หลังจากนั้นก็กลับไปกินแบบเดิม “ตอนนั้นเป็นเพราะฉันยังไม่มีสติปัญญามากเพียงพอ อีกทั้งไม่มีความแน่วแน่เท่าไร ใครพูดอะไรนิดหน่อยก็ล้มเลิกไปง่ายๆ” คุณจีน่าบอกเล่าถึงเส้นทางการกินมังสวิรัติของตนเอง อย่างไรก็ตาม เมื่ออยู่บ้านตามลำพัง หรือออกไปธุระกับเพื่อนๆ เป็นการส่วนตัว คุณจีน่าก็ยังคงเลือกที่จะกินมังสวิรัติอยู่เสมอ


เหตุการณ์ดำเนินเช่นนี้เรื่อยมาจนกระทั่งปี 2561 เมื่อต้องไปจ่ายกับข้าวและเดินผ่านโซนขายเนื้อสัตว์ คุณจีน่ารู้สึกทนกลิ่นคาวนั้นไม่ไหว จนวันหนึ่งจึงตัดสินใจบอกกับสามีว่า “เรามากินมังสวิรัติกันสัปดาห์ละวันนะคะ” หลังจากทนการคะยั้นคะยอจากภรรยาไม่ได้ สามีจึงตกปากรับคำอย่างเสียไม่ได้ แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนกับที่คุณจีน่าคิดไว้


เมื่อถึงวันที่ตกลงกันว่าจะกินมังสวิรัติ สามีก็มักจะไม่กลับมากินข้าวที่บ้าน โดยอธิบายว่ามีงานเยอะบ้าง ต้องทำโอทีบ้าง หรือต้องออกไซต์งานบ้าง “วันที่ตกลงกันว่า ฉันจะทำอาหารมังสวิรัติ ทำไมเขาต้องงานยุ่งเป็นพิเศษ จนกลับมากินข้าวเย็นที่บ้านไม่ได้ ฉันเลยเปลี่ยนใหม่ คราวนี้ฉันอยากทำมังสวิรัติวันไหนฉันก็ทำ เมื่อกลับมาถึงบ้าน ไม่ว่าเห็นเมนูอะไรก็ต้องกินพร้อมกันค่ะ” คุณจีน่าบอกเล่าถึงวิธีการของตนเองในการรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากนั้นในปี 2562 จึงได้กำหนดเป้าหมายใหม่ คือ ทำอาหารมังสวิรัติให้สามีรับประทานร่วมกันเพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 2 วัน


คุณจีน่าซึ่งพยายามหลีกเลี่ยงการเบียดเบียนชีวิตมาโดยตลอด แม้กระทั่งแมลงสาบก็ยังไม่กล้าตี แล้วจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร จึงพยายามคิดหาวิธีการให้คนในครอบครัวนอกจากสามี หันมาลดการรับประทานเนื้อสัตว์ ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนนิสัยความเคยชินของทุกคน 

 

03

 

ปีใหม่ เป้าหมายใหม่

ในวันส่งท้ายปีเก่า 2562 เมื่อครอบครัวนัดหมายรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากัน ก่อนที่ลูกๆ จะเดินทางไปต่างประเทศ คุณจีน่าจึงอาศัยโอกาสนี้แจ้งเรื่องสำคัญกับทุกคน “วันที่ 31 ธันวาคมซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปี ในกรุ๊ปไลน์ของครอบครัวฉันพิมพ์ไปว่า แม่มีบางอย่างจะประกาศให้ทุกคนรู้ ซึ่งทุกคนต่างก็มีท่าทีประหลาดใจแล้วก็อยากรู้มากๆ ว่าฉันจะประกาศอะไร เมื่อเจอหน้ากัน ฉันจึงบอกพวกเขาว่า นี่เป็นอาหารเนื้อสัตว์มื้อสุดท้ายที่แม่จะกิน ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป แม่จะกินมังสวิรัติเท่านั้น เมื่อฉันพูดจบ ทุกคนก็มีปฏิกิริยาที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะลูกชายของฉันที่ถามย้ำนักย้ำหนาว่า จริงหรือ ถ้าอย่างนั้นหลังจากนี้แม่จะกินอันนั้นอันนี้ไม่ได้แล้วนะ ฉันบอกว่า ใช่แล้ว ทั้งหมดนั้นแม่เคยชอบกิน แต่แม่คิดว่ากินมามากพอแล้ว ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป แม่จะไม่กินเนื้อสัตว์อีกต่อไป” คุณจีน่าบอกเล่าถึงการตั้งเป้าหมายชีวิตต้อนรับปีใหม่ 2563 ของตนเอง


ด้วยความรู้สึกผิดต่อท่านธรรมาจารย์เจิ้งเอี๋ยน ที่ฝากตัวเป็นศิษย์ท่านมานานกว่า 23 ปี แต่เพิ่งจะเริ่มกินมังสวิรัติอย่างจริงจังเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา ทำให้คุณจีน่าพยายามผลักดันการงดกินเนื้อสัตว์อย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น “อาศัยเหตุปัจจัยนี้ ฉันพยายามชวนคนในครอบครัวให้หันมากินมังสวิรัติด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นลูกๆ และลูกเขย ฉันจะบอกว่าอาหารมังสวิรัติดีมากเลยนะ ดังนั้นตอนนี้ทุกเย็นวันอาทิตย์ ครอบครัวเราก็จะมากินมังสวิรัติร่วมกันด้วยค่ะ”

 

05

 

ชวนคนรอบตัว ลดละกินเนื้อสัตว์

“ท่านธรรมาจารย์อยากให้เราช่วยกันรณรงค์ผู้คนให้หันมากินมังสวิรัติ ดังนั้นตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ฉันจึงตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองว่า จะชวนคนทั่วไปให้งดกินเนื้อสัตว์เดือนละอย่างน้อยสิบคน ไม่ว่าเขาจะกินหนึ่งมื้อ สองมื้อ สามมื้อ หนึ่งเดือน สองเดือน สามเดือน หนึ่งปี หรือทุกภพทุกชาติ ก็โอเคหมดค่ะ ซึ่งในระหว่างที่ชักชวนผู้คนมาร่วมกินมังสวิรัติ ถึงแม้ฉันจะถูกปฏิเสธ แต่ก็ไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกท้อแท้แต่อย่างไรค่ะ”


คุณจีน่ากล่าวว่า ตนเองเริ่มต้นโดยชักชวนเพื่อนๆ คนไทยที่สนิท แม้ตอนแรกจะมีรู้สึกเสียดายบ้างที่โดนปฏิเสธ แต่ทุกคนต่างก็รู้จักคุณจีน่าดีว่า เป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ไม่เคยล้มเลิกอะไรเพียงเพราะผิดหวังเพียงครั้งเดียว “ฉันมีกลุ่มเพื่อนคนไทยที่สนิทมากๆ อยู่หกคน ซึ่งหนึ่งในนั้นเล่าว่า สามีของเธอชอบกินเนื้อสัตว์มาก มื้อไหนที่มีแต่ผักก็แทบจะไม่ยอมแตะ ดังนั้น ตอนแรกฉันจึงจัดเธอไว้เป็นลำดับสุดท้ายที่จะชวนมากินอาหารมังสวิรัติ เพราะจริงๆ แล้วก็กลัวที่จะถูกเธอปฏิเสธอยู่เหมือนกันค่ะ” แต่วันหนึ่งจู่ๆ คุณจีน่าก็รู้สึกอยากจะชวนเพื่อนคนนี้ให้มากินอาหารมังสวิรัติ เมื่อคิดได้ก็รีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา พบว่าหน้าจอค้างอยู่ที่หมายเลขของเธอพอดี ทั้งๆ ที่จำไม่ได้ว่าเคยโทรศัพท์หากันเมื่อเร็วๆ นี้ ก่อนจะรีบกดโทรฯ ออก เมื่อเพื่อนรับสาย ก็ถามว่าขออนุญาตไปทำอาหารมังสวิรัติให้กินที่บ้านได้ไหม เพื่อนก็รับปากทันทีโดยไม่รีรอ ก่อนที่คุณจีน่าจะถามรายละเอียดเพิ่มเติมว่าที่บ้านมีสมาชิกกี่คน เพื่อจะได้จัดเตรียมวัตถุดิบไปให้เพียงพอ “วันนั้นฉันกังวลมากว่า พวกเขาจะไม่คุ้นชินกับรสชาติอาหารที่ฉันทำ ก็เลยเตรียมเต้าหู้ทอดและวัตถุดิบบางส่วนไปจากบ้าน คิดไม่ถึงเลยว่า มื้อนั้นทุกคนจะกินอาหารร่วมกันอย่างมีความสุข แต่คนที่น่าจะมีความสุขที่สุดก็คือ ตัวฉันเองค่ะ เพราะตอนแรกฉันจัดเธอไว้เป็นลำดับสุดท้าย แต่เธอกลับเป็นเพื่อนสนิทที่ฉันชวนมากินมังสวิรัติร่วมกันได้สำเร็จเป็นลำดับที่ 4 ค่ะ”


นอกจากนี้ คุณจีน่ายังทะนุถนอมทุกโอกาสในการบอกเล่าเรื่องราวฉือจี้ ไม่ว่าจะเป็นกับเพื่อนบ้าน หรือคนรอบตัว อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะถูกตอบรับหรือถูกปฏิเสธ คุณจีน่าก็ยอมรับผลที่ตามมาด้วยความยินดี เพราะทั้งหมดนี้คือสิ่งที่คุณจีน่าตัดสินใจเลือกที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจและอุทิศเวลาให้ ส่วนด้านการปรุงเมนูอาหารมังสวิรัติสำหรับคุณจีน่าแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากลำบาก แค่เปลี่ยนวัตถุดิบเนื้อสัตว์ให้เป็นอย่างอื่น และใส่ใจเรื่องสีสันหน้าตาของอาหารให้มากยิ่งขึ้น โดยพยายามเลือกใช้ผักที่มีสีสันหลากหลาย เพื่อเพิ่มความน่ารับประทาน เพราะเมื่อก่อนคุณจีน่าจะทำแค่ผัดผักใบเขียว หรือใส่เพียงเต้าหู้อย่างใดอย่างหนึ่งแบบเรียบง่ายเท่านั้น แต่ตอนนี้นอกจากรสชาติอาหารที่สำคัญแล้ว หน้าตาของอาหารก็พยายามไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทของคุณจีน่า ที่ต้องการขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันลดละเลิกการกินเนื้อสัตว์

 


   เรื่อง  บุษรา สมบัติ      ภาพ  จิตอาสาฉือจี้, ดรรชนี สุระเทพ, พิณญ์ธิชา จันทร์สุขศรี