ก้าวข้ามความเจ็บป่วยตน ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น

        คุณค่าของชีวิตอยู่ที่การแสดงศักยภาพตนอันดี ใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์ ขอเพียงมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ยินดีทุ่มเทเสียสละ แม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่เมื่อสั่งสมผ่านวันคืนอัน ยาวนานแล้ว ย่อมก่อเกิดเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่เพียงสามารถสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น หากยังทำให้ชีวิตมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

1
แม้เจ็บป่วย ยังยินดีทำจิตอาสา


      การมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เป็นสิ่งที่ใครๆต่างปรารถนา เพราะเราสามารถใช้ร่างกายอันแข็งแรงไร้โรคภัย ฉกฉวยโอกาส ทำความดีได้อย่างทันท่วงที ดังคำกล่าวว่า "การไม่มีโรค คือ ลาภอันประเสริฐ" แต่ถ้าหากชีวิตติดถูกรุมเร้าด้วยโรคภัยไข้เจ็บล่ะ เราจะทำอย่างไร "ฉันป่วยเป็นมะเร็งในมดลูก SLE รูมาตอย ความดัน หอบหืด และก็ภูมิแพ้ค่ะ" "กานดา มะเฟือง"   หรือ "ป้าดา"  แบ่งปันถึงโรคต่างๆที่ตนเจ็บป่วยอยู่ในปัจจุบัน

 

                                                         ▲  แต่ก่อนเมื่อมีกิจกรรมมอบสิ่งของประจำเดือนให้ครอบครัวผู้ยากไร้ คุณกานดา (ขวา) ใช้ความรู้ในอาชีพบุคลากรทางการแพทย์ ช่วยแพทย์วัดความดันให้ผู้ป่วย

 

         แม้จะป่วยด้วยโรคภัยมากมาย แต่ป้าดา วัยอายุ 60 ปี อดีตผู้ช่วยพยาบาล ยังคงต่อสู้ชีวิตอย่างไม่ย่อท้อ รับประทานยาตามคำแนะนำจากแพทย์อย่างเคร่งครัด หมั่นดูแลสุขภาพตนเองในชีวิตประจำวันสม่ำเสมอ เพื่อหวังมีชีวิตยืนนานกับครอบครัว ทั้งยังใช้ความรู้และประสบการณ์ในอาชีพเป็นระยะเวลา 30 ปี ก้าวข้ามข้อจำกัดโรคภัยต่างๆ ร่วมทำงานจิตอาสากับฉือจี้  "ตอนนี้ที่ป้าทำอยู่คือช่วยดูแลเคสสุระชัย(ผู้พิการครึ่งท่อน) ทุกๆ 15 วัน เราจะไปอาบน้ำให้เขา 1 ครั้ง โดยมีจิตอาสาไปช่วยกัน เพราะยกคนเดียวไม่ไหว ระหว่างอาบน้ำ เราก็จะทำความสะอาดบ้านให้ทุกอย่าง ล้างห้องน้ำ ล้างถ้วย ล้างชาม ถูพื้น ทำความสะอาดเตียง ทิ้งของเสียอะไรของเขาที่มีอยู่ค่ะ"  ป้าดาแบ่งปันงานของจิตอาสาฉือจี้ที่ตนรับผิดชอบ

 

                                                          ▲  ทุกครึ่งเดือน คุณกานดา(ซ้าย)และจิตอาสาฉือจี้จะเดินทางไปเยี่ยมเยียนคุณสุระชัย(ผู้พิการครึ่งท่อน) เพื่อช่วยอาบน้ำให้คุณสุระชัย ทำความสะอาดบ้าน

                                                          เปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่ เป็นต้น

2
เปลี่ยนจากผู้รับ เป็นผู้ให้


      ปกติแล้ว ผู้ที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงมักจะพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน แล้วเพราะเหตุใดป้าดาจึงยินดีร่วมทำงานจิตอาสาฉือจี้? จากการบอกเล่าของป้าดา ทำให้ทราบว่า เพราะฉือจี้สงเคราะห์ค่าเลี้ยงดูบุตรสาวตั้งแต่เด็ก และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 18 ปีแล้ว ด้วยความซาบซึ้งในในความช่วยเหลือของฉือจี้ จึงยินดีเปลี่ยนบทบาทเป็นจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น โดยป้าดาตัดสินใจเข้าร่วมชั้นเรียนอบรมกรรมการฉือจี้ในปี พ.ศ. 2559 และได้รับรองวุฒิกรรมการฉือจี้จากท่านธรรมจารย์ในปลายปี พ.ศ.2560 ร่วมเป็นหนึ่งในจิตอาสาฉือจี้อย่างเป็นทางการ


       ป้าดาไม่เพียงทำงานจิตอาสาดูแลผู้ป่วยในชุมชนตามที่ตนถนัด ในทุกๆวันอังคารป้าดาจะออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ นั่งรถ 3 ต่อ ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง เดินทางมายังมูลนิธิพุทธฉือจี้ เพื่อทำหน้าที่จิตอาสานาบุญ สละแรงกาย ทุ่มเทแรงใจ ช่วยปัด กวาด เช็ด ถู ดูแลความสะอาดเรียบร้อยด้วยความตั้งใจ ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้เป็นบ้านของตน "อยากตอบแทนในสิ่งที่เราทำให้ได้ หรือสามารถทำให้ได้ เพื่อแทนคุณที่ฉือจี้ช่วยเหลือเรา"

       ยิ่งทำความดี ยิ่งมีความสุข เมื่อสุขภาพจิตดี สุขภาพร่างกายก็ดีตามไปด้วย ป้าดา แบ่งปันว่า "คุณหมอบอกว่า ป้าไม่น่าอยู่ได้ป่านนี้เลย หมอยังงงว่าโรคนี้ทำไมคนอื่นเขาไปไว ซึ่งพอเราได้ไปอุทิศตัวเอง ได้ทำจิตอาสาจริงๆจังๆแล้ว รู้สึกว่ากลับมาแข็งแรงกว่าเดิมนะ ตอนปลดเกษียณมานะ อาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอได้มาทำงานจิตอาสา ได้เหนื่อย ได้เหงื่อออก ร่างกายมันดีขึ้นค่ะ "

         เมื่อค้นพบเส้นทางที่ถูกต้อง ป้าดาจึงมุ่งมั่นตั้งใจทำงานจิตอาสา หวังทำประโยชน์แก่สังคม สร้างกำลังใจให้ตนเองต่อสู้กับความเจ็บป่วยต่อไป ป้าดาแบ่งปันทิ้งท้ายว่า "ชีวิตเรายังมีความสุข มีความสุขได้อยู่กับลูก และเราดีใจที่ได้ไปทำผลประโยชน์ให้คนอื่น ทำให้มีความสุข เรามีกำลังที่จะทำได้ เราจะรีบตายไปทำไม"

         

      ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ยินดีทุ่มเทเสียสละ คุณกานดา

   ทำงานจิตอาสานาบุญอย่างมีความสุข ช่วยทำความ

   สะอาดสถานธรรรมฉือจี้ด้วยความตั้งใจ ราวกับเป็น

   บ้านของตนเอง

 


เรื่อง ดรรชนี สุระเทพ ภาพ ไช่ชิวหลิง พิณญ์ธิชา จันทร์สุขศรี รัตนโชติ ประมวลทรัพย์