ค้นหาข่าว

บ้านเรือนพังเสียหายจากลมพายุ จิตอาสาฉือจี้สำรวจภัยมอบความห่วงใย

20190425-182-byyour resize

กลางฤดูร้อนเป็นเวลาที่อากาศร้อนระอุที่สุดของไทย จนบางวันอุณหภูมิทะลุไปถึง 41 องศาเซลเซียส ขณะที่หลายคนกำลังสนุกสนานกับการเล่นน้ำในเทศกาลสงกรานต์ ทว่าพื้นที่ 2 ตำบลในอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี กำลังเผชิญกับความเสียหายจากพายุฤดูร้อน วันที่ 22 เมษายน พศ.2562 จิตอาสาผู้ดูแลแผนกสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิฉือจี้ในประเทศไทย ซึ่งอาศัยอยู่ ณ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ได้แจ้งข่าวผ่านทางสายโทรศัพท์ว่า ตำบลแก้มอ้น อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ได้รับความเสียหายจากพายุฤดูร้อน ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบ บ้านพังเสียหายนับร้อยหลังคาเรือน วันที่ 23 เมษายน หลังจากจิตอาสาปรึกษาหารือร่วมกับแผนกสังคมสงเคราะห์ จึงมีมติว่า วันที่ 25 เมษายน จะเดินทางจากสำนักงานมูลนิธิพุทธฉือจี้ เพื่อไปเยี่ยมเยียนสำรวจ โดยจะไปรวมตัวกันในพื้นที่ประสบภัย พร้อมกับจิตอาสาฉือจี้จากอำเภอโพธาราม

20190425-136-byyour resize

                                                    ▲ สิบเอกสง่า จันทร นักป้องกันบรรเทาสาธารณภัย อบต.แก้มอ้น (ซ้าย) ได้ร่วมสำรวจพื้นที่ประสบภัยกับจิตอาสาฉือจี้

1

พายุโหมต่อเนื่อง ชาวบ้านหวั่นสะพรึง

เวลา 9.00 น. จิตอาสาฉือจี้เดินทางถึงที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลแก้มอ้น โดยได้รับการอธิบายชี้แจงสถานการณ์ผลกระทบจากพายุฤดูร้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จากสิบเอกสง่า  จันทร นักป้องกันบรรเทาสาธารณภัย อบต.แก้มอ้น พร้อมทั้งบอกเล่าว่า ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนของทุกปี ในพื้นที่จะเผชิญกับพายุฤดูร้อนเป็นประจำ และจะเกิดบ่อยที่สุดในช่วงเดือนเมษายน แต่ปีนี้ภายในเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียว ก็เผชิญกับพายุฤดูร้อนไปแล้วถึง 5 ครั้งด้วยกัน ประกอบด้วยวันที่ 1 วันที่ 4 วันที่ 9 วันที่ 15 และวันที่ 18 โดยเหตุการณ์วันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งที่รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง

สิบเอกสง่า  จันทร กล่าวว่า “วาตภัยที่เกิดในพื้นที่ เมื่อวันที่ 18 เมษายน ทำให้มีบ้านเรือนประชาชนเสียหาย  รวมทั้งหมด 13 หมู่บ้าน 118 หลังคาเรือน ซึ่งวันนี้ที่เราได้ก็มาสำรวจกัน จะเป็นบ้านที่ได้รับความเสียหายหนักหน่อยครับ”

ในบรรดาผู้ประสบภัย มี 13 หลังคาเรือน ที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก ซึ่งบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ จากพายุฤดูร้อน 4 ครั้งแรกนั้น ได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซ่อมแซมเป็นการเรียบร้อยแล้ว ทว่าครั้งนี้ หน่วยงานต่างๆ ยังมิได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือหรือชดเชยใดๆ ด้านหนึ่งเพราะงบประมาณที่มีจำกัด อีกด้านหนึ่งเพราะยังอยู่ในระหว่างประชุมหารือแนวทางความช่วยเหลือ

 

20190425-073-byyour resize

                                                         ▲ จิตอาสาฉือจี้ได้เดินทางมายังบ้านของคุณขจร (คนแรกจากขวา) ซึ่งหลังคาบ้านทั้งหมดได้รับความเสียหายจากลมพายุ    

 

หมู่ 12 มีผู้ได้รับผลกระทบ 97 หลังคาเรือน ในจำนวนนี้ มีบ้านเรือน 4 หลังที่เสียหายค่อนข้างมาก จิตอาสาฉือจี้เดินทางมาเยี่ยมบ้านของคุณขจร ที่หลังคาส่วนใหญ่โดนลมพัดพังเสียหาย ขณะเกิดเหตุนั้นมีทั้งฝนและลม ทำให้หลังคาปลิวหายไปในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาที ข้าวของก็เสียหายจากสายฝนที่ทะลุหลังคาลงมา จนปลิวไปทั่วตามลมที่โหมกระหน่ำ สมาชิกในครอบครัวทั้ง 6 คน ต้องคอยหลบลมฝน จนรู้สึกเหมือนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด แม้พายุจะมาเร็วไปเร็ว แต่ความเสียหายที่เหลือทิ้งไว้ ก็ยังสร้างความหวาดหวั่นให้กับทุกคนในครอบครัว วันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา ขณะที่อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 41 องศาเซลเซียส แต่ทุกคนกลับทำได้เพียงใช้ชีวิตอยู่ในมุมหนึ่งของห้องครัวที่ยังเหลือกระเบื้องคาอยู่บ้างบางส่วน

หมู่ 7 มีผู้ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก 4 หลังคาเรือน คุณลุงธมวัย 69 ปี พูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจว่า ยังคงรอคอยความช่วยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึง จึงจะสามารถซ่อมแซมหลังคาบ้านที่พังเสียหายได้ ตอนนี้ทำให้เพียง อาศัยนอนบนแคร่ ใต้พื้นหลังคาบ้านที่หลงเหลืออยู่ ยังไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

 

20190425-098-byyour resize

                                                        ▲ จิตอาสาฉืเจี้เดินทางมายังบ้านของคุณลุงธม หนึ่งในผู้ประสบภัย ที่บอกเล่าว่า ปัจจุบันยังรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
                                                            จึงจะดำเนินการซ่อมแซมบ้านได้

 

20190425-111-byyour resize

                                                        ▲ จิตอาสาฉือจี้ คุณหลินสูตวน (ขวา) สอบถามคุณสมชาย ถึงสภาพความเสียหายของบ้านเรือนจากผลกระทบของพายุ   

          

หมู่ 13 มีผู้ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก 3 หลังคาเรือน จิตอาสาฉือจี้ได้เดินทางมายังบ้านของคุณสมศักดิ์ ซึ่งบอกเล่าว่า ภายในเดือนเมษายนนี้ ต้องเผชิญกับพายุฤดูร้อนมาแล้วถึง 3 ครั้งด้วยกัน โดยเล่าว่า “ข้าวของล้มเป็นโดมิโนเลยครับ พอมันพัดผ่านไปแล้ว ก็ยังทิ้งความเสียหายไว้ จากนั้นฝนก็ตกลงมาซ้ำ เมื่อกระเบื้องหลังคาโดนลมพัดปลิวไป น้ำฝนเลยเทลงมาเต็มบ้าน ทำให้ข้าวของก็เสียหายแทบทั้งหมด” จากเหตุการณ์พายุครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 คุณสมศักดิ์ ได้รับความช่วยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว ทว่าเหตุการณ์วันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมานี้ กระแสลมรุนแรงเหมือนพายุพายุทอร์นาโด ไม่เพียงทำให้ข้าวของปลิวกระจัดกระจาย แต่สภาพจิตใจก็ขวัญหนีดีฝ่อเช่นกัน “กระเบื้องหลังคาที่ซ่อมแซมโดยใช้น็อตยิงไว้ จนดูเหมือนมั่นคงแข็งแรงแล้ว ก็ยังลอยปลิวออกไป ลองดูสิครับ กระเบื้องที่เห็นว่ายิงไว้แน่นแล้ว ก็ถึงขั้นแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เลย” คุณสมศักดิ์บอกเล่าเหตุการณ์ในวันนั้น พร้อมทั้งบอกว่า ตลอดระยะเวลา 55 ปีที่ผ่านมา นี่เป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวที่สุด โดยปัจจุบันคุณสมศักดิ์และลูกยังต้องพักอาศัยอยู่ตรงพื้นที่นอกตัวบ้านต่อไปจนกว่าบ้านจะได้รับการซ่อมแซม

2

จิตอาสาสำรวจภัย มอบความรักความห่วงใย

หมู่ที่ 3 มีผู้ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก 3 หลังคาเรือน ณ บ้านเลขที่ 31/2 ของคุณลั่นทม วัย 45 ปี บอกเล่าว่าครอบครัวของตนมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วยตนเอง ภรรยาและลูกวัย 3 ขวบกับ 5 ขวบ โดยตัวเขาทำงานรับจ้างทั่วไป ตอนที่เกิดพายุ เขาเล่าว่า “ผมให้ลูกๆ ไปหลบอยู่ใต้เตียงกับแม่ของพวกเขาครับ ต้องหลบกันก่อน เพราะสังกะสีมันหลุดปลิวทั่วไปหมดเลยครับ” ลูกๆ ก็ร้องไห้ระงมด้วยความหวาดกลัว ลมแรงที่มาพร้อมกับพายุ ยังทำให้ต้นไม้สูง (ประมาณ 5-6 เมตร) บริเวณหน้าบ้านของเขาหักโค่นลงมา บ้านของคุณลั่นทมได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยจากเหตุการณ์พายุที่เกิดขึ้นครั้งแรก  แต่เหตุการณ์ในวันที่ 18 เมษายนนี้ ทำให้ข้าวของพังเสียหายแทบจะทั้งหลัง หลังคาบ้านก็แทบจะไม่เหลือ จนตอนนี้พวกเขาต้องไปอาศัยบ้านญาติพี่น้องอยู่ชั่วคราว

 

20190425-147-byyour resize

                                                                    ▲ ข้าวของเครื่องใช้และหลังคาบ้านของคุณลั่นทม หนึ่งในผู้ประสบภัย หมู่ที่ 3 ได้รับความเสียหายแทบทั้งหมดจากลมพายุที่โหมกระหน่ำ

 

20190425-179-byyour resize

                                                                    ▲ สภาพบ้านไม้ของคุณมาลี ซึ่งมีอายุตามวันเวลา ไม่สามารถทัดทานลมพายุที่รุนแรงได้ ทำให้เหลือพื้นที่เพียงเล็กน้อย เพื่อใช้พักอาศัยชั่วคราว

หมู่ที่ 5 มีผู้ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก 1 หลังคาเรือน คือ คุณมาลี วัย 39 ปี หลังจากสามีเสียชีวิตเมื่อ 7 ปีก่อน คุณมาลีก็ดูแลบุตรชายที่กำลังเรียน ม.6 และบุตรสาววัย 8 ขวบเรื่อยมา โดยอาศัยรายได้จากการปลูกถั่วและกระเจี๊ยบมาจุนเจือครอบครัว เดิมทีบ้านไม้ของเธอก็ทรุดโทรมตาลกาลเวลาอยู่แล้ว ยากที่จะทนทานลมแรงที่มากับพายุได้ ทำให้เหลือพื้นที่ซึ่งสามารถพักอาศัยอยู่ชั่วคราวได้เพียงเล็กน้อย คุณมาลีเล่าว่า ตนเองเลี้ยงดูลูกทั้งสองมาด้วยความยากลำบาก โชคดีที่พวกเขาว่านอนสอนง่าย หลังเลิกเรียนทำการบ้านเสร็จแล้ว ก็มักจะมาช่วยงานในไร่ในสวน ทำให้ช่วยแบ่งเบาภาระไปได้เยอะมาก พร้อมทั้งบอกเล่าว่า ตอนที่พายุพัดเข้ามา เธอเป็นห่วงบุตรสาวตัวน้อยมากที่สุด พยายามวิ่งร้องหาไปทั่ว ปรากฎว่าบุตรสาวไปหลบอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องน้ำด้วยความกลัว เคราะห์ดีที่ไม่มีใครในครอบครัวได้รับบาดเจ็บ เธอหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้ดำเนินการซ่อมแซมบ้านต่อไป

 

20190425-150-byyour resize

                                                         ▲ ลมพายุทำให้ต้นไม้ใหญ่บริเวณด้านหน้าบ้านของผู้ประสบภัยหักโค่นลงมา

3

มอบรักไม่หวังตอบแทน ผู้คนในพื้นที่ขอบพระคุณ

นายอาทิตย์  เซี่ยงเซี้ยว กำนันตำบลแก้มอ้นกล่าวถึงความรู้สึกซาบซึ้งใจ แทนเหล่าผู้ประสบภัยว่า “บ้านเรือนบางหลัง ก็โดนพายุพัดยกหลังคา ออกจากตัวบ้านไปเลยนะครับ ขอขอบคุณจริงๆ ที่ทุกท่านเห็นความสำคัญ แล้วก็ได้มาช่วยเหลือกันในครั้งนี้ครับ”

จากรายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 27-28 เมษายน มีความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดพายุฤดูร้อนขึ้นในพื้นที่อีก ดังนั้น ชาวบ้านเอง ด้านหนึ่งก็ยังต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกด้านหนึ่งก็ยังไม่กล้ารีบลงมือซ่อมแซมบ้าน เพราะกลัวจะได้รับความเสียหายจากพายุฤดูร้อนอีก หลังจากการสำรวจพื้นที่ประสบภัย ทำให้ทราบว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมบ้านพักอาศัยให้ผู้ประสบภัย ดังนั้น จิตอาสาฉือจี้จึงมีมติจะดำเนินการ “ช่วยภัยฉุกเฉิน” ด้วยการมอบเงินสงเคราะห์เยียวยา โดยวันที่ 27 เมษายน จิตอาสาฉือจี้จากอำเภอโพธารามจะดำเนินการลงพื้นที่อีกครั้ง เพื่อจัดทำรายชื่อผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลือ เพื่อดำเนินการมอบเงินสงเคราะห์เยียวยาโดยเร็วที่สุดต่อไป


เรื่อง  บุษรา สมบัติ     ภาพ  พิสิษฎิ์ หาญพงศ์เจริญ